.
(Quoted from: http://olddreamz.com/dialect/thaifun.html)
.
.
โดย: ม.ศรีบุษรา
ใน บัญชร – สนุกกับภาษาไทย (เล่ม ๒) โดย ช่วย พูลเพิ่ม
.
พิมพ์ครั้งที่ 1 น.ส.พ.ไทยรัฐ
พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม ๒๕๒๗
.
.
===========
.
ท่าน ที่ได้ติดตามบัญชรนี้มาเรื่อย ๆ คงจะประจักษ์แก่ตาแล้วว่า คุณมนตรี ศรีบุษรา อยู่ที่ ๓ ถนนวิชยา จันทบุรี ได้ส่งข้อเขียนมาร่วมด้วยเนือง ๆ โดยเฉพาะที่พาดพิงถึงภาษาเขมร ได้แสดงข้อคิดมาให้ความกระจ่างแจ้งอย่างยอดเยี่ยม คราวนี้มาในแนวนิรุกติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึงมาก่อนก็ว่าได้
.
“ผมได้ค้นคว้าเรื่อง ‘ทำไมจึงเรียกสระไอว่าไม้มลาย ?’ อยู่นานโข ได้ถามบรรดาครูบาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านด้วยกัน ในที่สุดไปได้ที่เชียงใหม่ ผมพยายามเผยแพร่โดยทำเป็นโรเนียวส่งไปให้ศึกษาธิการทุกจังหวัด บรรดาเพื่อนฝูงที่สนใจภาษาไทยและผู้ที่ผมเคารพนับถือที่เคยให้วิทยาทานแก่ผม ถ้าท่านเห็นว่าบทความนี้มีคุณค่า กรุณาลงในบัญชรนี้ด้วยจะขอบคุณยิ่ง…”
.
มีคุณค่ายิ่งทีเดียวครับ ผมขอนำลงให้ด้วยความยินดีเป็นที่สุด เพื่อว่าวิทยาทานที่คุณมอบแก่ผู้อ่านจะได้เป็นการเปิดทางการแสวงหาข้อเท็จ จริงต่อไป โปรดติดตามเรื่องราวต่อไปได้แล้ว
.
.
คำถามที่เป็นหัวข้อเรื่องนี้ ถ้านำไปถามใคร ๆ จะได้รับคำตอบว่า “ไม่รู้ เพราะครูไม่เคยสอน” ที่แรกผู้เขียนก็ไม่รู้ เพราะครูไม่เคยสอนเหมือนกัน
.
ชื่อของ สระไอ(ไม้ม้วน) คำในวงเล็บบอกให้เรารู้ว่าปลายของสระนี้ม้วนเข้า ส่วน สระไอ(ไม้มลาย) คำในวงเล็บก็บอกลักษณะของสระนี้เหมือนกันว่า “ไม้มลาย” แต่เราไม่ทราบความหมายของคำ“มลาย”ว่า เป็นภาษาใด เป็นภาษาไทยหรือไม่ แปลว่าอย่างไร ? ครูก็ไม่เคยอธิบายให้นักเรียนทราบ ไม่มีหนังสือตำราเล่มใดบอกว่า “มลาย” แปลว่าอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่า “ไม้มลาย” เป็นเรื่องที่เราจะต้องถกเถียงกัน
.
มีแต่ที่บอกว่า คำที่ใช้สระไอ(ไม้ม้วน) มี ๒๐ คำ ให้นักเรียนท่องจำกันว่า
.
“ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี”
.
คำนอกจากนี้ ให้ใช้สระไอ(ไม้มลาย)
.
.
มีคำเมือง (คำภาษาพายัพหรือล้านนา-ผู้คัดลอก) เก่าแก่อยู่คำหนึ่งว่า “มาย” แปลว่า “คลี่,คลาย,ขยาย” ตัวอย่างเช่น เวลากินข้าวอิ่ม “ต้องมายสายฮ้าง” แปลว่า “ต้องคลายเข็ดขัด”
.
ในพจนานุกรมภาคอีสาน – ภาคกลาง ให้ความหมายไว้ว่า “มาย” ก.คลี่ออก, ขยายออก (-คลาย) (ภาคกลางแผลงเป็น “มลาย”)
.
“มาย” คำนี้ ในภาคอีสานเขาใช้กันอยู่เป็นประจำวันก็ว่าได้ เช่น ไหมหรือด้ายมันพันกันยุ่งจนเป็นก้อนกลม แม่จะบอกพวกเด็ก ๆ ว่า “เอาไปช่วยกันมายหน่อย” คือให้เอาไปช่วยกันสางออก, แก้ออก, คลายออกจากกลุ่มที่พันกันยุ่งนั้น หรือ “มายเชือก” คือ ให้ดึงปลายเชือกออกจากขดหรือม้วน หรือเวลาเราเอาหวายพันขาเก้าอี้ไว้แล้วกลับมาดู ปรากฏว่ามันหลุดลุ่ยคลายออกเพราะพันไว้ไม่แน่น เขาจะพูดกันว่า “มันมายออก” หรือเวลาอากาศหนาวจัดมาก มือไม้เป็นเหน็บเย็นเฉียบ ชาวอีสานเขาเอามือไปอังไฟ สักครู่ เขาจะพูดว่า “เออ ! ค่อยมายออกหน่อย” คือจะแบมือเหยียดออกก็ค่อยคล่องขึ้น
.
คำผญาของชาวอีสาน หนุ่มจีบสาว เขาถ่อมตัวว่า “บุญบ่ฮอด ยอดบ่เกี้ยว แสนสิฝั้นก็เล่ามาย” เอาความว่า “บุญเขาไม่ถึง สุดไขว่คว้า เปรียบเหมือนพยายามฟั่นด้ายให้เป็นเกลียว แต่มันก็คลายออกอยู่ร่ำไป”
.
ฉะนั้นการที่เราเรียกสระไอว่า”ไม้ม้วน” เพราะปลายของสระนี้ม้วนเข้า ส่วน สระไอ ขอสันนิษฐานว่าเดิมน่าจะเรียกว่า “ไม้มาย” เพราะปลายของสระนี้คลี่, คลาย ออก เป็นการตรงกันข้ามกับสระไอ(ไม้ม้วน)
.
.
สมัยก่อนไทยเรานิยมยกย่องภาษาเขมรว่าเป็นภาษาชั้นสูง มีกฏมีเกณฑ์และมีความไพเราะ จึงนำมาใช้ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าคำ โดยมากคำเขมรมักจะเป็นคำแผลง เช่น “เกิด” เป็นคำกริยา แผลงเป็นคำนาม “ก็อมเนิด” (การเกิด,ที่เกิด), แผลงเป็นคำกริยาการีต “บ็องเกิด” (ทำให้เกิด คือ คลอดลูก) หรือคำว่า “เพ็ญ” เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า “เต็ม” แผลงเป็นคำกริยาการีต “บ็อมเพ็ญ” แปลว่า “ทำให้เต็ม” เหล่านี้เป็นต้น
.
ไทยเราก็เอาวิธีแผลงคำของเขมรมาใช้แผลงคำไทยบ้าง เช่น ถก แผลงเป็น “ถลก”, เม็ด – เมล็ด, แมง – แมลง, แข็ง – กำแหง (-กำแหง, แข็งแรง, กล้าแข็ง,เข้มแข็ง), ชาย – ชม้าย, ลังเลือง – มลังเมลือง, (-สุกใส, อร่ามเรือง), มื่น – มลื่น(ผู้คัดลอก), ม้าง (-ล้าง,ทำลาย, รื้อ) – มล้าง (-ม้าง,ล้าง,ฆ่า,ผลาญ) ดังนั้น “ไม้มาย” ซึ่งแปลว่า “สระที่มีปลายคลายออก” จึงถูกแผลงเป็น “ไม้มลาย”
.
.
ในพจนานุกรม “มาย ก.ตวง,นับ (ป.)”
“มลาย (มะลาย) ก. แตก, ตาย, ทำลาย”
.
จะเห็นได้ว่า “มลาย” (ในพจนานุกรม) ไม่ได้แผลงมาจาก “มาย” (ในพจนานุกรม) เพราะ “มาย” เป็นภาษาบาลี “มลาย” เป็นคำไทย และมีความหมายไปคนละทางคนละเรื่อง
.
ขอสันนิษฐานว่า “มลาย” ในพจนานุกรมที่มีความหมายว่า “แตก, ตาย, ทำลาย” นั้น คงแผลงมาจาก “มาย” ในความหมายเดิมที่แปลว่า “คลี่, คลาย, ขยาย” เหมือนกัน กล่าวคือ เวลาคนตายแล้วทวารทั้งห้าเปิด เช่น ช่องทวารที่เมื่อเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ ถูกขมิบไว้อย่างสนิท ครั้นเจ้าของสิ้นชีวิตแล้ว ช่องทวารก็ มาย คือ ที่ขมิบไว้ก็คลายออก ถ้าคนนั้นตายด้วยโรคท้องเดิน อุจจาระไหลออกมาหมด จึงเรียกว่า “ทวารเปิด” ม่านตาก็ มาย ที่เรียกว่า “ม่านตาขยาย” ช่องลำคอที่เคยปิดไว้สนิท ก็ มาย ออก คือเปิดโล่งกรอกน้ำเข้าไปได้อย่างสะดวก กล้ามเนื้อเส้นเอ็นทั้งหลายก็ มาย อวัยวะจึงอ่อนปวกเปียก ถ้าอวัยวะเกิดมีการ “มาย” ขึ้นแล้ว แสดงว่า “ตายสนิท”
.
ถ้านำศพไปเก็บไว้หรือเอาไปฝัง เนื้อหนังมังสาก็เปื่อนเน่าผุพังสลายตัวไปหมดสิ้น ถ้านำไปเผาซากศพนั้นก็ถูกไฟเผาผลาญวอดวายถูกทำลายหายสูญ กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้เอง “มาย” ซึ่งแผลงเป็น “มลาย” จึงเกิดมีความหมายขึ้นว่า “แตก, ตาย, ทำลาย, สูญหาย”
.
.
“มาย” ในพจนานุกรมที่ให้ความหมายไว้ว่า “ตวง, นับ (ป.)” นั้น ไม่มีใครใช้พูดหรือเขียนกัน เพราะเป็นภาษาบาลี ฉะนั้น ทางที่ดีควรแก้ไขเสียใหม่ว่า
“มาย (ถิ่น-อีสาน, พายัพ) ก. คลี่, คลาย, ขยาย”
.
และควรเพิ่มเติมความหมายของคำ “มลาย” ว่า
“มลาย (มะลาย) ก. แตก, ตาย, ทำลาย, คลี่, คลาย, ขยาย”
.